"ขนมขบเคี้ยว”...มิตรยามว่างหรือศัตรูเรื้อรัง"
แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบกับเด็กในยุคนี้ขนมหรือของหวานที่เด็กนิยมรับประทานจะมีความแตกต่างกันมากนั่นอาจเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ค่านิยม หรือจากด้านอื่นๆ
ขนมจึงได้ถูกนำมาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นสินค้าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ขนมขบเคี้ยว”ที่เด็กๆสามารถหาซื้อได้เองทั้งจากห้างสรรพสินค้า
ร้านขายของทั่วไปหรือกระทั่งในโรงเรียน ซึ่งในขนมดังกล่าว พบว่ามีแป้ง น้ำตาล
เกลือ และผงชูรสเป็นส่วนประกอบหลักทั้งสิ้น
ปัจจุบันพบว่า
เด็กไทยนิยมบริโภคขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้นมีมูลค่าเป็นตัวเลขถึง 170,000 ล้านบาทต่อปี การที่เด็กได้รับประทานของขบเคี้ยวมากเกินไปทำให้ทานอาหารมื้อหลักได้น้อย
หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธอาหารมื้อหลัก
ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย นอกจากนี้
การบริโภคขนมที่มีแป้งและน้ำตาลเกินจำเป็นมีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคอ้วนได้
จากรายงานสมุดปกแดงของเด็กไทยรู้ทันต่อต้านโฆษนาหลอกเด็ก
พบว่า เด็กและเยาวชน อายุ 5-24 ปี ประมาณ 21 ล้านคน
มีเงินไปโรงเรียนปีละ 354,971 ล้านบาท เด็กมีเงินซื้อขนมทั้งปี 161,580 ล้านบาท เท่ากับ 15.7%
ของเงินงบประมาณแผ่นดิน
และครอบครัวไทย 16 ล้านครัวเรือนให้เงินลูกซื้อขนมกินเล่นเฉลี่ยคนละ 9,810 บาทต่อปี หรือ 800
บาทต่อเดือน
โดยที่ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยเพียงครัวเรือนละ 13,736 บาทต่อเดือน
ขณะที่ลูก 1 คนใช้จ่ายเงินต่อการศึกษาเฉลี่ยปีละ 3,024 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินซื้อขนมถึง 3.24 เท่า
กองสุขศึกษา
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนา
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ดำเนินการสำรวจพฤติกรรมบริโภคขนมขบเคี้ยวของเยาวชน
โดยการสัมภาษณ์เยาวชนทั้งในและนอกระบบ ช่วงอายุระหว่าง 6-25 ปี (ประถมศึกษา และอุดมศึกษา) จำนวน 1,563 ตัวอย่างระหว่างวันที่
1-5 กันยายน 2547 ในพื้นที่
4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา
และกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ปรากฏว่า
มีเยาวชนมากกว่าครึ่งที่มีขนมขบเคี้ยวอยู่ในบ้าน
คือคิดเป็นร้อยละ 54.70 จากกลุ่มตัวอย่าง
โดยเยาวชนเหล่านี้จะมีสมาชิกในบ้านที่ชื่นชอบบริโภคขนมขบเคี้ยว ได้แก่ พี่-น้อง
ส่วนรองลงมาคือ พ่อ-แม่ และญาติ รวมทั้งภรรยา/สามี
ซึ่งนั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนทุกเพศทุกวัยนิยมบริโภคขนมขบเคี้ยว
ยกเว้นผู้สูงอายุที่มีการบริโภคไม่มาก การมีขนมขบเคี้ยวอยู่ภายในบ้าน
และมีสมาชิกในบ้านหลากหลายวัยนิยมการบริโภค
จึงถือเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เด็กและเยาวชนหันมาบริโภคขนมขบเคี้ยวเป็นอย่างดี
ซึ่งเหตุผลที่เยาวชนได้ให้คุณค่ากับขนมขบเคี้ยวคือเห็นว่ามีประโยชน์ช่วยแก้หิว
รองท้องเวลาเร่งรีบ ช่วยแก้เหงา เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย มีความสุขเวลากิน
กินเพื่อฆ่าเวลา แก้ง่วงเวลาอ่านหนังสือ อร่อยมีรสชาติแปลกใหม่
มีหลายรสหลายแบบให้เลือกกินได้ และหาซื้อสะดวก กินง่าย ราคาถูก
ชนิดหรือประเภทของขนมขบเคี้ยวที่เด็กและเยาวชนนิยมกันมากที่สุด ได้แก่ มันฝรั่งทอด
ถึงร้อยละ 68.70 ที่รองลงมาคือ ลูกอมหรือช็อคโกแลต ร้อยละ 50.55 ปลาเส้น ร้อยละ 37.60
ข้าวเกรียบกุ้ง ร้อยละ 31.15 ขนมอบกรอบ ร้อยละ 30.30
ถั่วอบกรอบ ร้อยละ 21.00 ปลาหมึก ร้อยละ 20.30
ข้าวโพดอบกรอบ ร้อยละ 19.90 และอื่นๆได้แก่ หมากฝรั่ง ร้อยละ 3.60
กลุ่มเด็กและเยาวชนตัวอย่างส่วนมากจะบริโภคขนมขบเคี้ยวเป็นประจำเกือบทุกวันหรือบางคนรับประทานทุกวันมากถึงร้อยละ
27.30 รับประทานบ่อยๆเฉลี่ยประมาณ 3-4 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 30.90 นานๆครั้งถึงจะรับประทานครั้งหรือ
1-2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 38.90 และยังมีกลุ่มที่ไม่เคยรับประทานเลยซึ่งถือว่ามีเป็นส่วนน้อย ร้อยละ 2.90
สำหรับพฤติกรรมการบริโภคขนมขบเคี้ยวนั้นจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชนด้วย
ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านั้นได้แก่ การดูทีวีมีมากที่สุดคือ ร้อยละ 31.20 ที่รองลงมา คือ อยู่บ้านว่างๆ ร้อยละ 23.10 ในโอกาสที่พบปะกับเพื่อนฝูง
ร้อยละ 13.10 อ่านหนังสือ ร้อยละ 5.70 เดินทาง ร้อยละ 5.20
รับประทานเมื่อเห็นตามคนอื่น
ร้อยละ 3.50 และเมื่ออยู่ในวงเหล้า ร้อยละ 3.00 นอกจากนี้พบว่า ช่วงเวลาที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยวมากที่สุดคือ หลังจากโรงเรียนเลิก
ร้อยละ 35.60 ส่วนรองลงมาคือ หลักจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
ร้อยละ 28.60 สามารถที่รับประทานไดตลอดทั้งวัน ร้อยละ 16.40 บริโภคก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 7.30 ยังมีที่รับประทานก่อนนอนอีก
ร้อยละ 3.60 และเมื่อรู้สึกว่าเกิดความเครียด ร้อยละ 8.40
ดังนั้นหากไม่ต้องการให้เด็กรับประทานบรรดาขนมขบเคี้ยวมากจนเกินไปต้องขึ้นอยู่กับผู้ปกครองด้วยว่าจะให้เวลาใดเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในการการบริโภคขนม
ซึ่งจะต้องมีการตระเตรียมการในเรื่องการจัดหาอาหารว่าง ผลไม้
หรือขนมที่มีประโยชน์สำหรับช่วยในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย
และลดโอกาสของเด็กในการบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์น้อยกว่า
นอกนั้นยังมีสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขนมขบเคี้ยวของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุดเห็นจะเป็น
โฆษณา ผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อน และคนในบ้าน ยังมีปัจจัยอื่นประกอบอีก ได้แก่
ของแถม ดังนั้น
มาตรการในการควบคุมเวลาและความถี่ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
โดยการโฆษณาเกินจริงที่มีการโน้มน้าวหรือชักจูงใจให้หันมาบริโภคในลักษณะที่เป็นการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามไม่ว่าจะเป็นการแย่งกันกิน
การขโมยกันกินเป็นต้น
การบริโภคขนมขบเคี้ยวมากเกินไป
ยังจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาต่างๆตามมามากมาย
และที่พบเป็นจำนวนมากคือเรื่องของโรคฟันผุ จากผลการสำรวจสภาวะในช่องปากปี 2544 พบว่าเด็กอายุ 12
ปี ร้อยละ 57.30 เป็นโรคฟันผุ ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ
จึงควรพิจารณาการออกข้อบังคับ
หรือข้อกำหนดที่ชัดเจนในด้านคุณประโยชน์และสารอาหารขั้นต่ำที่ควรมีในขนมขบเคี้ยว
และกำหนดปริมาณความหวานในขนมเหล่านั้นด้วย
เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ได้รับความคุ้นเคยจากการบริโภคหวานจนกลายเป็นลักษณะนิสัย
และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังในระยะยาวได้
โดยเฉพาะเด็กเยาวชนที่นิยมบริโภคขนมขบเคี้ยวและดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น