วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ภัยสุขภาพจาก บรรจุภัณฑ์ พลาสติก


         ปัจจุบันการบริโภคอาหาร คงหนีไม่พ้นภาชนะพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหารหรือเครื่องดื่ม หลากหลายรูปแบบ อาทิถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวดพลาสติก หรือแม้แต่ฟิล์มห่อหุ้มอาหารเนื่องจากช่วยอำนวยความสะดวกสบาย

แต่หารู้ไม่ว่าพลาสติกที่นำมาใส่อาหารนั้น สามารถทำเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานได้!!! 





   พลาสติก โฟม และแผ่นฟิล์มใส ทำมาจากส่วนประกอบของพลาสติก ที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับกรรมวิธีการผลิต จึงทำให้มีคุณสมบัติต่างกันตามวัตถุดิบที่ใช้ เช่น พลาสติกชนิด PP Film (Polypropylene) ใช้ทำถุงทนความร้อน สามารถบรรจุอาหารร้อน หรือใช้กับเตาไมโครเวฟได้, PE Film (Polyethylene) สามารถทนกรดด่าง เป็นฉนวนไฟฟ้า ทนความเย็น แต่ทนความร้อนได้ไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับใช้บรรจุอาหารแช่แข็ง และ PS Film (Polystyrene) มีความแข็งแรงเหนียว ก๊าซสามารถซึมผ่านได้ เหมาะสำหรับบรรจุอาหารสด ผักสด และใช้ได้กับถาดโฟม แต่ไม่ควรใช้กับอาหารร้อนเกิน 70 องศาเซลเซียส 


   แต่บรรดาผู้บริโภคจะได้ของแถมที่มากับบรรจุภัณฑ์?นั่นคือ สารละลายของพลาสติกที่ออกมาสู่อาหาร คือ Monomer ที่ใช้ทำพลาสติก เป็นสารอันตราย ทำให้เกิดมะเร็งได้ เช่น VCM Stylene monomer เป็นต้น และยังมีสารเติมเต็ม ได้แก่ สาร PlasticiZer เช่น กลุ่มฟอสเฟต และกลุม Talate, สาร Antioxidant สารที่ช่วยป้องกันพลาสติกเสื่อมสภาพ เช่น  Phenlo, Bis-phenol 





สาร BPA คืออะไร ? 




          เดวิด เมลเซอร์ (David Melzer) และคณะนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพนินซูลา (Peninsula Medical School) เมืองเอ็กซ์เตอร์ (Exeter) สหราชอาณาจักร ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของ "ไบฟีนอล เอ หรือ บีพีเอ (Biphenol A: BPA) สารอันตรายจากพลาสติก" ที่สะสมสะสมในร่างกาย กับสถานะของสุขภาพในประชากรกลุ่มตัวอย่าง 



          พบผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวานส่วนใหญ่ มีสารดังกล่าวเจือปนอยู่ในปัสสาวะมากกว่าคนทั่วไป




                               





   เมื่อแบ่งค่าความเข้มข้นของ BPA เป็น ส่วน พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 4 ที่มีความเข้มข้นของ BPA ในปัสสาวะสูงที่สุด มีระดับความเข้มข้นของ BPA ในปัสสาวะสูงกว่าประชากรอีก 1 ใน 4 ที่มี BPA ต่ำสุด ราว 3 เท่า ในกรณีของโรคหัวใจ และ 2.4 เท่า ในกรณีของโรคเบาหวาน และนอกจากนี้ยังพบว่า ค่าความเข้มข้นของ BPA ที่สูง ยังเกี่ยวพันกับความผิดปรกติของเอนไซม์ในตับ อีกด้วยส่วนโรคอื่นนอกเหนือจากนี้ยังไม่พบว่าสัมพันธ์กัน

 ทั้งนี้ BPA เป็นสารเคมีที่ใช้ทั่วไปในการผลิตภาชนะ, บรรจุภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์พลาสติก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก และยังพบว่ามีปนเปื้อนอยู่ในฝุ่นละอองทั่วไป เมื่อสูดหายใจเข้าไปก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

   การป้องกันอันตรายจากสารเคมีในพลาสติก คือ ไม่ควรนำพลาสติกที่ใช้ได้ครั้งเดียว กลับมาใช้ใหม่  และพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหารต้องไม่มีสี

 ถ้ารู้จักระมัดระวังการใช้พลาสติกในการบรรจุอาหารที่ดี ร่างกายของคุณก็จะปลอดภัยจากสารเคมี



"ขนมขบเคี้ยว”...มิตรยามว่างหรือศัตรูเรื้อรัง


"ขนมขบเคี้ยว”...มิตรยามว่างหรือศัตรูเรื้อรัง"


         ด็กๆกับขนมหวานดูเหมือนจะกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้วไม่ว่าจะยุคสมัยใด หากเป็นสมัยก่อนของหวานที่เด็กชอบรับประทานจะเป็นของที่ผู้ปกครองสามารถหามาให้ได้ง่าย เช่น ของหวานที่ได้มาจากการดัดแปลงจากผลไม้ที่หาได้ในท้องถิ่น อาทิ กล้วยบวชชี ขนมตะโก้ ซึ่งขนมหวานเหล่านี้ไม่เป็นแต่เพียงของทานเล่นเท่านั้น ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีกากใยสูง 

แต่ถ้านำมาเปรียบเทียบกับเด็กในยุคนี้ขนมหรือของหวานที่เด็กนิยมรับประทานจะมีความแตกต่างกันมากนั่นอาจเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม  ค่านิยม หรือจากด้านอื่นๆ ขนมจึงได้ถูกนำมาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นสินค้าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ขนมขบเคี้ยวที่เด็กๆสามารถหาซื้อได้เองทั้งจากห้างสรรพสินค้า ร้านขายของทั่วไปหรือกระทั่งในโรงเรียน ซึ่งในขนมดังกล่าว พบว่ามีแป้ง น้ำตาล เกลือ และผงชูรสเป็นส่วนประกอบหลักทั้งสิ้น

              ปัจจุบันพบว่า เด็กไทยนิยมบริโภคขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้นมีมูลค่าเป็นตัวเลขถึง 170,000 ล้านบาทต่อปี การที่เด็กได้รับประทานของขบเคี้ยวมากเกินไปทำให้ทานอาหารมื้อหลักได้น้อย หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธอาหารมื้อหลัก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย นอกจากนี้ การบริโภคขนมที่มีแป้งและน้ำตาลเกินจำเป็นมีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคอ้วนได้
จากรายงานสมุดปกแดงของเด็กไทยรู้ทันต่อต้านโฆษนาหลอกเด็ก พบว่า เด็กและเยาวชน อายุ 5-24 ปี ประมาณ 21 ล้านคน มีเงินไปโรงเรียนปีละ 354,971 ล้านบาท เด็กมีเงินซื้อขนมทั้งปี 161,580 ล้านบาท เท่ากับ 15.7% ของเงินงบประมาณแผ่นดิน และครอบครัวไทย 16 ล้านครัวเรือนให้เงินลูกซื้อขนมกินเล่นเฉลี่ยคนละ 9,810 บาทต่อปี หรือ 800 บาทต่อเดือน โดยที่ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยเพียงครัวเรือนละ 13,736 บาทต่อเดือน ขณะที่ลูก 1 คนใช้จ่ายเงินต่อการศึกษาเฉลี่ยปีละ 3,024 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินซื้อขนมถึง 3.24 เท่า
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ดำเนินการสำรวจพฤติกรรมบริโภคขนมขบเคี้ยวของเยาวชน โดยการสัมภาษณ์เยาวชนทั้งในและนอกระบบ ช่วงอายุระหว่าง 6-25 ปี (ประถมศึกษา และอุดมศึกษา) จำนวน 1,563 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2547 ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งก็ปรากฏว่า
มีเยาวชนมากกว่าครึ่งที่มีขนมขบเคี้ยวอยู่ในบ้าน คือคิดเป็นร้อยละ 54.70 จากกลุ่มตัวอย่าง โดยเยาวชนเหล่านี้จะมีสมาชิกในบ้านที่ชื่นชอบบริโภคขนมขบเคี้ยว ได้แก่ พี่-น้อง ส่วนรองลงมาคือ พ่อ-แม่ และญาติ รวมทั้งภรรยา/สามี ซึ่งนั่นเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนทุกเพศทุกวัยนิยมบริโภคขนมขบเคี้ยว ยกเว้นผู้สูงอายุที่มีการบริโภคไม่มาก การมีขนมขบเคี้ยวอยู่ภายในบ้าน และมีสมาชิกในบ้านหลากหลายวัยนิยมการบริโภค จึงถือเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เด็กและเยาวชนหันมาบริโภคขนมขบเคี้ยวเป็นอย่างดี ซึ่งเหตุผลที่เยาวชนได้ให้คุณค่ากับขนมขบเคี้ยวคือเห็นว่ามีประโยชน์ช่วยแก้หิว รองท้องเวลาเร่งรีบ ช่วยแก้เหงา เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย มีความสุขเวลากิน กินเพื่อฆ่าเวลา แก้ง่วงเวลาอ่านหนังสือ อร่อยมีรสชาติแปลกใหม่ มีหลายรสหลายแบบให้เลือกกินได้ และหาซื้อสะดวก กินง่าย ราคาถูก ชนิดหรือประเภทของขนมขบเคี้ยวที่เด็กและเยาวชนนิยมกันมากที่สุด ได้แก่ มันฝรั่งทอด ถึงร้อยละ 68.70 ที่รองลงมาคือ ลูกอมหรือช็อคโกแลต ร้อยละ 50.55 ปลาเส้น ร้อยละ 37.60 ข้าวเกรียบกุ้ง ร้อยละ 31.15 ขนมอบกรอบ ร้อยละ 30.30 ถั่วอบกรอบ ร้อยละ 21.00 ปลาหมึก ร้อยละ 20.30 ข้าวโพดอบกรอบ ร้อยละ 19.90 และอื่นๆได้แก่ หมากฝรั่ง ร้อยละ 3.60
กลุ่มเด็กและเยาวชนตัวอย่างส่วนมากจะบริโภคขนมขบเคี้ยวเป็นประจำเกือบทุกวันหรือบางคนรับประทานทุกวันมากถึงร้อยละ 27.30 รับประทานบ่อยๆเฉลี่ยประมาณ 3-4 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 30.90 นานๆครั้งถึงจะรับประทานครั้งหรือ 1-2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 38.90 และยังมีกลุ่มที่ไม่เคยรับประทานเลยซึ่งถือว่ามีเป็นส่วนน้อย ร้อยละ 2.90
สำหรับพฤติกรรมการบริโภคขนมขบเคี้ยวนั้นจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กและเยาวชนด้วย ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านั้นได้แก่ การดูทีวีมีมากที่สุดคือ ร้อยละ 31.20 ที่รองลงมา คือ อยู่บ้านว่างๆ ร้อยละ 23.10 ในโอกาสที่พบปะกับเพื่อนฝูง ร้อยละ 13.10 อ่านหนังสือ ร้อยละ 5.70 เดินทาง ร้อยละ 5.20 รับประทานเมื่อเห็นตามคนอื่น ร้อยละ 3.50 และเมื่ออยู่ในวงเหล้า ร้อยละ 3.00 นอกจากนี้พบว่า ช่วงเวลาที่มีการบริโภคขนมขบเคี้ยวมากที่สุดคือ หลังจากโรงเรียนเลิก ร้อยละ 35.60 ส่วนรองลงมาคือ หลักจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ร้อยละ 28.60 สามารถที่รับประทานไดตลอดทั้งวัน ร้อยละ 16.40 บริโภคก่อนรับประทานอาหาร ร้อยละ 7.30 ยังมีที่รับประทานก่อนนอนอีก ร้อยละ 3.60 และเมื่อรู้สึกว่าเกิดความเครียด ร้อยละ 8.40

ดังนั้นหากไม่ต้องการให้เด็กรับประทานบรรดาขนมขบเคี้ยวมากจนเกินไปต้องขึ้นอยู่กับผู้ปกครองด้วยว่าจะให้เวลาใดเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในการการบริโภคขนม ซึ่งจะต้องมีการตระเตรียมการในเรื่องการจัดหาอาหารว่าง ผลไม้ หรือขนมที่มีประโยชน์สำหรับช่วยในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย และลดโอกาสของเด็กในการบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์น้อยกว่า

นอกนั้นยังมีสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อขนมขบเคี้ยวของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุดเห็นจะเป็น โฆษณา ผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อน และคนในบ้าน ยังมีปัจจัยอื่นประกอบอีก ได้แก่ ของแถม ดังนั้น มาตรการในการควบคุมเวลาและความถี่ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยการโฆษณาเกินจริงที่มีการโน้มน้าวหรือชักจูงใจให้หันมาบริโภคในลักษณะที่เป็นการทำลายวัฒนธรรมอันดีงามไม่ว่าจะเป็นการแย่งกันกิน การขโมยกันกินเป็นต้น
การบริโภคขนมขบเคี้ยวมากเกินไป ยังจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาต่างๆตามมามากมาย และที่พบเป็นจำนวนมากคือเรื่องของโรคฟันผุ จากผลการสำรวจสภาวะในช่องปากปี 2544 พบว่าเด็กอายุ 12 ปี ร้อยละ 57.30 เป็นโรคฟันผุ ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงควรพิจารณาการออกข้อบังคับ หรือข้อกำหนดที่ชัดเจนในด้านคุณประโยชน์และสารอาหารขั้นต่ำที่ควรมีในขนมขบเคี้ยว และกำหนดปริมาณความหวานในขนมเหล่านั้นด้วย เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ได้รับความคุ้นเคยจากการบริโภคหวานจนกลายเป็นลักษณะนิสัย และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังในระยะยาวได้ โดยเฉพาะเด็กเยาวชนที่นิยมบริโภคขนมขบเคี้ยวและดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ

ภัยสุขภาพ

        เลี่ยงบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆปลอดภัย..ห่างไกลโรคร้าย

 





  อาหารสุกๆ ดิบๆ หลากเมนูที่ชื่นชอบโปรดปราน บ่อยครั้งมีข่าวความเคลื่อนไหวให้ติดตามถึงความอันตรายการเจ็บป่วย ทั้งอาการอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย ท้องร่วง อีกทั้งการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังมีความเสี่ยงต่อโรคพยาธิต่างๆ ฯลฯ โดยบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงชีวิตและยิ่งฤดูร้อนอากาศอบอ้าวที่เริ่มสัมผัสได้แล้วยังมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหาร


           การบริโภคอาหารถูกสุขอนามัยปรุงสุกสะอาดสดใหม่ รู้เข้าใจในวิธีการเก็บรักษาอาหารยังมีส่วนสำคัญช่วยสร้างเสริมสุขภาพหลีกไกลจากความเจ็บป่วย อ.นพ.ปริย พรรณเชษฐ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ หน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีให้ความรู้ว่า โรคที่มาจากการติดเชื้อทางอาหารมีทั้งพวกเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส รวมทั้งสารพิษที่สร้างจากเชื้อพวกนี้ อย่างที่พบบ่อยเชื้อแบคทีเรียซึ่งทำให้มีไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง ฯลฯ เชื้อโรคพวกนี้มีอยู่ทั้งในลำไส้ของสัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อีกทั้ง  ในอาหารทะเลพวกหอยหลายชนิด ฯลฯ ดังนั้นหากนำมารับประทานนำไปทำอาหารโดยไม่สุก ไม่สะอาด ก็จะมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส

           "อาหารที่ปรุงไม่สุกแน่นอนว่าย่อมนำมาซึ่งความเจ็บป่วย ทีนี้พอเข้าไปในร่างกายก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลา รวมทั้ง จำนวนเชื้อโรคที่เข้าไปร่วมด้วย ส่วนใหญ่เชื้อจะเข้าไปฟักตัวเป็นชั่วโมงหรือทั้งวันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าไป ความรุนแรงของเชื้อนั้นๆ ขึ้นอยู่กับสภาวะของคนไข้ที่รับเชื้อเข้าไป อย่างเช่น เด็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นรุนแรง มากกว่าคนปกติ อีกทั้งผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ อย่าง ผู้ที่เป็นมะเร็งหรือเป็นโรคเลือด ก็มีโอกาสเป็นได้เยอะกว่า"           อาการที่ปรากฏจะคล้าย กันคือ ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ส่วนใหญ่เชื้อพวกนี้มักจะหายเองได้ใน 2-3 วัน เว้นคนไข้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจจะเสียน้ำ เสียเกลือแร่ อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

           การดูแลสุขภาพจึงควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุก หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อย่างในต่างประเทศอาหารสุกจะมีแท่งวัดอุณหภูมิ ปักลงไปในเนื้ออุณหภูมิต้องเกิน 78 องศาเซลเซียสถึงจะปลอดภัย ขณะที่ด้านนอกต้องเกิน 100 องศาเซลเซียสและก่อนการปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาด ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ในการล้างก็ต้องล้างแยกกัน การใช้เขียง ใช้มีด ฯลฯ หั่นแล้วก็ต้องล้างทำความสะอาด เป็นต้น

      อาหารที่ปรุงสุกเมื่อตั้งให้เย็นแล้วควรเก็บใส่ตู้เย็นภายใน 4 ชม. หากตั้งวางไว้เชื้อโรคอาจจะเพิ่มจำนวนหรืออาจจะสร้างสารพิษขึ้นมาในช่วงนั้นได้ การเก็บควรแยกเป็นภาชนะเล็ก ๆ จะช่วยให้เย็นเร็วขึ้น การรับประทานก็ควรนำมาอุ่นซึ่งขณะการอุ่นอาหารควรทำให้เดือดไม่ใช่แค่ทำให้ร้อน ส่วนพวก ผัก ผลไม้ ควรล้างให้น้ำไหลผ่านชะล้างเชื้อโรค
          


           นอกจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสที่มากับอาหารที่ปรุงไม่สุก พยาธิ ที่อยู่ในดินที่ติดมากับผัก สัตว์รวมทั้งหากสัมผัสขุดจับดินที่มีพยาธิโดยไม่ล้างมือให้สะอาด ก็อาจจะติดเข้าไปในร่างกาย  ติดกับอาหารที่รับประทาน อย่าง พยาธิกล้ามเนื้อ หากเข้าสู่ร่างกายจะไปฝังตามกล้ามเนื้อ พวกนี้ติดมากับพวกหมู กระรอก กระแต หนู


           นอกจากนี้ยังมีพยาธิตัวจี๊ด ซึ่งจะไชเข้าไปตามผิวหนัง ก็จะมีอาการคัน พวกนี้จะอยู่ในพวกไรน้ำซึ่งกุ้ง ปู ปลา พวกนี้จะกินไรน้ำและหากกินกุ้งสุกๆ ดิบๆ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาไหล กบ เขียด ฯลฯ ที่ปรุงไม่สุกก็มีโอกาสพยาธิเข้าไปในร่างกายได้ พยาธิใบไม้ในตับ ส่วนใหญ่พบทางอีสานอยู่ในพวกหอย ปลาที่นำมาทำปลาร้า ปลาส้ม ปลาก้อย พอไม่สุกเมื่อนำมาทานพยาธิพวกนี้ก็จะไปอยู่ที่ทางเดินน้ำดี เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งทางท่อน้ำดี อาการที่พบ ก็จะมีตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะช้าเกินการรักษา

           "การทำให้สุกสะอาดจึงเป็นการตัดวงจรก่อนเกิดโรคซึ่งโดยมากมักละเลยมองข้ามกันไป บางคนอาจโชคดีก็ไม่เกิดอะไร แต่บางคนโชคร้ายหลีกไม่พ้นความเจ็บป่วยเกิดขึ้นมา ส่วนในความรุนแรงของเชื้อโรคตัวนั้นขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนที่ได้รับเชื้อเข้าไป  เชื้อแต่ละชนิดมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ที่ดีที่สุดควรเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ"

           อย่างที่กล่าวมาการปรุงไม่สุกหากทิ้งไว้ข้างนอกนานเชื้อต่างๆ จะเจริญเติบโตในคำว่า สุก หากเป็นอาหารประเภท แกง ต้องเดือดอย่างน้อย 5 นาที ขณะที่อาหารปิ้งย่าง ไม่ควรที่จะมีเนื้อแดงและในการสังเกตดูแลตนเองหากเกิดการท้องเสีย อาเจียนต่อเนื่อง มีไข้ขึ้นควรรีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์ แต่ที่เป็นอันตรายระยะยาวต่างจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส หากเป็นพวกพยาธิส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในตัวจนกระทั่งแพร่กระจายรบกวน การทำงานของร่างกาย ส่วนพยาธิตัวกลมชนิดอื่นมักจะเข้าไปอาศัยอยู่ในลำไส้ทำให้เป็นโรคขาดอาหาร เป็นโรคท้องเสียเรื้อรังได้ ฯลฯ            ก่อนสายเกินแก้ไขการรู้เข้าใจในการบริโภคจึงเป็นสิ่งสำคัญและเมื่อทราบอันตรายการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง และไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใดการปรุงสุกสะอาดเข้าไว้ ล้วนช่วยสร้างความปลอดภัยส่งผลดีต่อสุขภาพได้